สาธารณรัฐจีน (2455–2492)

สำหรับประเทศที่ปัจจุบันตั้งอยู่บนเกาะไต้หวัน ดู สาธารณรัฐจีน
"จีน" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ จีน (แก้ความกำกวม)
สาธารณรัฐจีน
中華民國
จงหัว หมินกั๋ว

พ.ศ. 2455–2492
 

 

 



บน: ธงชาติสาธารณรัฐจีน ตั้งแต่ (ค.ศ. 1912–28)
ล่าง: ธงชาติสาธารณรัฐจีน ตั้งแต่ (ค.ศ. 1928–49)
บน: ตราแผ่นดินของสาธารณรัฐจีน ตั้งแต่ (ค.ศ. 1912–28)
ล่าง: ตราแผ่นดินของสาธารณรัฐจีน ตั้งแต่ (ค.ศ. 1928–49)
คำขวัญ
《民主、自由、博愛》
(ประชาธิปไตย เสรีภาพ ภราดรภาพ)
เพลงชาติ
《中華民國國歌》
เพลงชาติสาธารณรัฐจีน
อาณาเขตของสาธารณรัฐจีน ซึ่งรวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่และมองโกเลีย
  ดินแดนตามนิตินัย แต่ทางปฏิบัติไม่ได้มีอำนาจเหนือไปทั้งหมด
เมืองหลวง นานกิง (1912; 1927-1949)
เป่ย์จิง (1912–1928)
จุงกิง (ช่วงสงคราม; 1937–1946)
รัฐบาล ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน, ระบบพรรคเดียว, ระบบรัฐสภา
ประธานาธิบดี
 -  1912 ซุน ยัตเซ็น (เฉพาะกาล) (คนแรก)
 -  1949 ลี ซงเริน (รักษาการ) (คนสุดท้าย)
นายกรัฐมนตรี
 -  1912 ถัง เฉายี (คนแรก)
 -  1949 เหอ หยิงฉิน (คนสุดท้าย)
สภานิติบัญญัติ พรรคชาตินิยมแห่งประเทศจีน
 -  สภาสูง สมัชชาแห่งชาติ
 -  สภาล่าง สภานิติบัญญัติหยวน
ยุคประวัติศาสตร์ ศตวรรษที่ 20
 -  การปฏิวัติซินไฮ่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2454
 -  สถาปนา 1 มกราคม พ.ศ. 2455
 -  กำหนดอำนาจรัฐบาลหลักที่ นานกิง 18 เมษายน พ.ศ. 2470
 -  สงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480
 -  มี รัฐธรรมนูญ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2490
 -  สมรภูมิหวยไห่ ธันวาคม พ.ศ. 2491
 -  หนีไปเกาะไต้หวัน 10 ธันวาคม 2492
พื้นที่
 -  1912 11,420,000 ตร.กม. (4,409,287 ตารางไมล์)
 -  1949 9,634,057 ตร.กม. (3,719,730 ตารางไมล์)
ประชากร
 -  1912 ประมาณการ 432,375,000 
     ความหนาแน่น 37.9 คน/ตร.กม.  (98.1 คน/ตารางไมล์)
 -  1949 ประมาณการ 541,670,000 
     ความหนาแน่น 56.2 คน/ตร.กม.  (145.6 คน/ตารางไมล์)
สกุลเงิน หยวน,
ดอลลาร์ไต้หวันเก่า
Population from http://www.populstat.info/Asia/chinac.htm

สาธารณรัฐจีน ( อังกฤษ: Republic of China; จีนตัวเต็ม: 中華民國; จีนตัวย่อ: 中华民国; พินอิน: Zhōnghuá Mínguó; เวด-ไจลส์: Chung1-hua2 Min2-kuo2) เป็นรัฐใน เอเชียตะวันออกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912 ถึงปี ค.ศ. 1949 ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1912 หลังจากที่สามารถโค้นล้ม ราชวงศ์ชิง ( การปฏิวัติซินไฮ่ 辛亥革命) ได้สำเร็จ และสิ้นสุดลงหลัง สงครามกลางเมืองจีน ด้วยความพ่ายแพ้ของ พรรคก๊กมินตั๋งหรือจีนคณะชาติ ซึ่งได้ลี้ภัยไปยังเกาะ ไต้หวันและ ก่อตั้งสาธารณรัฐจีนขึ้นมาใหม่ ในขณะที่ พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เป็นฝ่ายได้ชัยชนะได้ก่อตั้ง สาธารณรัฐประชาชนจีนบนแผ่นดินใหญ่จีนในปัจจุบัน

สาธารณรัฐจีนมีประธานาธิบดีคนแรกคือ ซุน ยัตเซ็น ดำรงตำแหน่งหน้าที่เพียงระยะเวลาอันสั้น พรรคของซุนต่อมาได้นำโดย ซ่ง เจี่ยวเริน ซึ่งชนะการเลือกตั้งรัฐสภาที่จัดขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1912 อย่างไรก็ตามกองทัพนำโดยประธานาธิบดี ยฺเหวียน ชื่อไข่ยังคงควบคุม รัฐบาลแห่งชาติในปักกิ่งต่อไป ตั้งแต่ปลายปี 1915 ถึงต้นปี 1916 หยวนได้รื้อฟื้นระบอบ จักรพรรดิจีนที่เรียกว่า จักรวรรดิจีนขึ้นมาใหม่ และสถาปนาตนเองเป็น "จักรพรรดิหงเซียน (洪憲皇帝)" แต่จักรวรรดิใหม่ของหยวนกลับดำรงอยู่ได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ หลังหยวนได้เสียชีวิตลง ผู้นำกองกำลังท้องถิ่นตามแคว้นต่างๆซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นเหล่าขุนศึก และได้ประกาศตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลแห่งชาติอีกต่อไป ทำให้จีนเข้าสู่ ยุคขุนศึกในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 1925 พรรคก๊กมินตั๋งได้เริ่มก่อตั้ง รัฐบาลคู่แข่งในบริเวณตอนใต้ของเมือง กวางโจว ในขณะที่เศรษฐกิจของภาคเหนือมีการขูดรีดเพื่อสนับสนุนเหล่าขุนศึก ซึ่งต่อมาได้เหล่าขุนศึกถูกยุบในปี 1928 โดยนายพล เจียง ไคเช็ค ผู้ได้ขึ้นเป็นผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง หลังการเสียชีวิตของซุน ยัตเซ็น เจียงได้นำกองทัพ ปฏิบัติการทางเหนือ ซึ่งเป็นการรบเพื่อล้มล้างรัฐบาลกลางในกรุงปักกิ่ง ต่อมารัฐบาลกลางได้ถูกล้มในปี 1928 และเจียงได้สถาปนา รัฐบาลจีนคณะชาติขึ้นที่ นานกิง หลังจากนั้นเขาก็ตัดความสัมพันธ์ของเขากับ พรรคคอมมิวนิสต์และขับไล่ผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ออกจากพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งความขัดแย้งนี้ได้นำไปสู่ สงครามกลางเมืองจีน

สาธารณรัฐจีนได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมและความทันสมัย แต่ก็ยังมีความปัญหาขัดแย้งระหว่างรัฐบาลคณะชาติในนานกิง อาทิเช่น พรรคคอมมิวนิสต์จีน, ขุนศึกที่เหลือและ จักรวรรดิญี่ปุ่น อย่างต่อเนื่อง สาธารณรัฐจีนได้มีการเร่งพัฒนาประเทศอย่างจริงจิงเมื่อ เกิดสงครามกับญี่ปุ่น เมื่อ กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้รุกรานจีนอย่างอย่างเต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 1937

สงครามกับญี่ปุ่นได้ยืดเยื้อจนกระทั่งนำไปสู่ สงครามโลกครั้งที่สอง สาธารณรัฐจีนได้เข้าร่วมกับ ฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงและจักรวรรดิญี่ปุ่นยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขในปี ค.ศ. 1945 สาธารณรัฐจีนมีฐานะเป็นผู้ชนะสงครามและได้กลายมาเป็นหนึ่งในชาติ มหาอำนาจ มีส่วนในการก่อตั้ง องค์การสหประชาชาติ

ในระหว่างยุค สงครามเย็นได้เกิดความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกากับ สหภาพโซเวียต นำไปสู่การขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งได้ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1947 รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐจีนได้ถือกำเนิดขึ้นและเป็นกฎหมายพื้นฐานของประเทศ จนกระทั่งพรรคก๊กมินตั๋งของเจียง ไคเชค ได้พ่ายแพ้ในการสู้รบสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์ ในปี ค.ศ. 1949 พรรคคอมมิวนิสต์นำโดย เหมา เจ๋อตง ได้จัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ขับไล่รัฐบาลจีนคณะชาติออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนเจียง ไคเชคและพรรคก๊กมินตั๋งได้ถอยร่นไปยังเกาะไต้หวัน

ประวัติศาสตร์

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์สาธารณรัฐจีน
ประวัติศาสตร์จีน
ประวัติศาสตร์จีน
ยุคโบราณ
สามราชาห้าจักรพรรดิ
ราชวงศ์เซี่ย 2100–1600 BCE
ราชวงศ์ซาง 1600–1046 BCE
ราชวงศ์โจว 1045–256 BCE
  ราชวงศ์โจวตะวันตก 1046–771 BCE
  ราชวงศ์โจวตะวันออก 771–256 BCE
    ยุควสันตสารท
    ยุครณรัฐ
ยุคจักรวรรดิ
ราชวงศ์ฉิน 221 BCE–206 BCE
ราชวงศ์ฮั่น 206 BCE–220 CE
  ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก
  ราชวงศ์ซิน
  ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
ยุคสามก๊ก 220–280
  เว่ย สู่ และ หวู
ราชวงศ์จิ้น 265–420
  จิ้นตะวันตก ยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น 304–439
  จิ้นตะวันออก
ราชวงศ์เหนือ-ใต้ 420–589
ราชวงศ์สุย 581–618
ราชวงศ์ถัง 618–907
  ( ราชวงศ์อู่โจว 690–705 )
ยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร
907–960
ราชวงศ์เหลียว
907–1125
ราชวงศ์ซ่ง
960–1279
  ราชวงศ์ซ่งเหนือ เซี่ยตะวันตก
  ราชวงศ์ซ่งใต้ จิน
ราชวงศ์หยวน 1271–1368
ราชวงศ์หมิง 1368–1644
ราชวงศ์ชิง 1644–1911
ยุคใหม่
สาธารณรัฐจีน 1912–1949
สาธารณรัฐประชาชนจีน ( จีนแผ่นดินใหญ่) 1949–ปัจจุบัน
สาธารณรัฐจีน ( ไต้หวัน)
1949–ปัจจุบัน
จัดการ:  แม่แบบ     

สาธารณรัฐได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1912 หลัง การปฏิวัติซินไฮ่ ซึ่งเริ่มด้วยการเกิด การจลาจลอู่ชางในประเทศจีน ซึ่งนำไปสู่การโค่นล้ม ราชวงศ์ชิงและสิ้นสุดระบอบการปกครองโดยจักรพรรดินับห้าพันปีใน ประวัติศาสตร์จีน ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปี ค.ศ. 1949 สาธารณรัฐจีนได้ดำรงอยู่กับ จีนแผ่นดินใหญ่ อำนาจรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐจีนได้สั่นคลอนใน ยุคขุนศึก (ค.ศ. 1915–28) ประกอบกับภาวะสงครามกับจักรวรรดิญี่ปุ่น (ค.ศ. 1927–37) เมื่อรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้ดำเนินนโยบายการรวบรวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นได้อย่างมั่นคงภายใต้ ระบบพรรคเดียว [1] เมื่อหลัง สงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลง จักรวรรดิญี่ปุ่นได้ยอมจำนนและได้คืนเกาะไต้หวันและ หมู่เกาะข้างเคียงแก่ ฝ่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายสัมพันธมิตรได้พิจารณาให้เกาะไต้หวันได้กลับคืนมาภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐจีน

เมื่อ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ยึดครองประเทศจีนได้สำเร็จ หลังสงครามกลางเมืองจีนในปี ค.ศ. 1949 รัฐบาลสาธารณรัฐจีนได้ลี้ภัยไปยังเกาะไต้หวันและประกาศให้เมือง ไทเป เป็นเมืองหลวง รัฐบาลพลัดถิ่น [2] ฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อยึดครองแผ่นดินใหญ่จีนก็ได้สถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน ขึ้นที่กรุง ปักกิ่ง และได้ดำเนิน นโยบายจีนเดียว อ้างสิทธิ์และอำนาจเหนือดินแดนจีนทั้งหมด โดยมีการอ้างสิทธิ์ในการรวมเกาะไต้หวันมาเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ปักกิ่งและรัฐบาลก๊กมินตั๋งที่ไทเป

การก่อตั้งสาธารณรัฐจีน

ดร. ซุน ยัตเซ็น ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน
ธงชาติของสาธารณรัฐจีน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2455-2471
ดูบทความหลักที่: การปฏิวัติซินไฮ่
ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: รัฐบาลเป่ยหยาง

การปฏิวัติซินไฮ่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1912 โดยการนำของ ดร. ซุน ยัตเซ็น ซึ่งเป็นการโค่นล้มอำนาจการปกครองของ ราชวงศ์ชิง สิ้นสุดการปกครองโดย จักรพรรดิของจีน จีนได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ สาธารณรัฐ [3] เป็นผลทำให้จีนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในที่สุด

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการโค่นล้มอำนาจครั้งนี้น่าจะมาจากความเสื่อมโทรมของสภาพสังคมจีน ชาวจีนอยู่ภายใต้การปกครองโดยราชวงศ์ชิง ชนกลุ่มน้อยเผ่า แมนจูซึ่งได้ให้อภิสิทธิ์แก่เฉพาะชาวแมนจูและกดขี่ ชาวจีนฮั่น อีกทั้งราชวงศ์ชิงไม่มีอำนาจกำลังพอที่จะปกครองประเทศได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาปกครอง 268 ปี (ค.ศ. 1644–1912) มีแต่การแย่งชิงอำนาจในหมู่ผู้นำราชวงศ์ ด้วยเหตุนี้ราษฎรส่วนมากจึงตกอยู่ในสภาพยากจน ชาวไร่ชาวนาถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของที่ดิน ชาวต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ แผ่นดินจีนถูกคุกคามจากเหล่าประเทศลัทธิล่าอาณานิคม [4] โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจตะวันตก และญี่ปุ่น จีนได้ทำสงครามต่อต้านการรุกรานของกองกำลังต่างชาติเป็นฝ่ายแพ้มาโดยตลอด ทำให้ราษฎรหมดความเชื่อถือต่อราชวงศ์ชิงเป็นอย่างมากนำไปสู่การต่อต้านระบอบการปกครองของราชวงศ์แมนจู

แนวความคิดต่อต้านราชวงศ์ชิงเริ่มมาจากการที่ราชวงศ์ชิงได้ทำ สงครามฝิ่นกับ อังกฤษ โดย สงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง ทำให้จีนต้องสูญเสีย เกาะฮ่องกงและลงนาม สนธิสัญญานานกิง ผลกระทบของสนธิสัญญานานกิงที่จีนจำต้องลงนามเมื่อพ่ายแพ้สงครามฝิ่นครั้งแรก ในด้านสังคมที่ร้ายแรงที่สุด คือ อังกฤษบังคับให้จีนยอมรับว่าการค้าฝิ่นเป็นเรื่องถูกกฎหมาย โดยถือว่าเป็นยารักษาโรคและทำได้โดยเสรี ทำให้สังคมจีนอยู่ในสภาพอ่อนแอ เพราะประชากรจำนวนมากอยู่ในสภาพติดยาเสพติด บ้านเมืองตกอยู่สภาพจลาจลในวุ่นวาย แม้ราชวงศ์ชิงจะพยายามแก้ปัญหาการเสพติดฝิ่นของประชาชน แต่เมื่อจีนได้ทำ สงครามฝิ่นครั้งที่สองและเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีกครั้งทำให้จีนต้องทำ สนธิสัญญาเทียนจินซึ่งทำให้จีนสูญเสียผลประโยชน์มากขึ้นไปอีก

กบฎนักมวยเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1900 กองโจรนักมวยได้บุกเข้าโจมตีฐานที่มั่นของ พันธมิตรแปดชาติ ราชวงศ์ชิงนำโดย ซูสีไทเฮาได้สนับสนุนการกบฎดังกล่าว แต่ก็ได้พ่ายแพ้ให้กับ กลุ่มพันธมิตรแปดชาติ ทำให้จีนถูกบังคับให้ลงนาม พิธีสารนักมวย และต้องจ่ายค่าชดใช้สงครามจำนวนมหาศาล [5] ทำให้ชาวจีนอัปยศอดสูเป็นอย่างมาก

ในขณะที่ราชวงศ์ชิงกำลังอ่อนแอจากปัญหารุมเร้าทั้งภายในประเทศและจากนอกประเทศ ชาวตะวันตกและญี่ปุ่นดูถูกชาวจีนโดยการขนานนามว่า ขี้โรคแห่งเอเชีย ทำให้ชาวจีนบางส่วนมีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไปสู่ประชาธิปไตยและนำไปสู่ขบวนการ ถงเหมิงฮุ่ยต่อต้านราชวงศ์ชิง นำโดย ดร. ซุน ยัตเซ็น

การจัดตั้งสาธารณรัฐจีนพัฒนามาจาก การจลาจลอู่ชางโดยได้เริ่มลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ชิง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 ต่อมาการลุกฮือได้พัฒนามาเป็น การปฏิวัติซินไฮ่ การปฏิวัติสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของขบวนการถงเหมิงฮุ่ย ราชสำนักชิงโดยมี ไจ้เฟิง องค์ชายฉุน และ พระพันปีหลงยฺวี่ เป็นผู้สำเร็จราชการ ยอมสละอำนาจโดยประทับตราพระราชสัญจักร คืนอำนาจให้ประชาชน หลังจากการยอมสละอำนาจของราชสำนักชิงแล้ว ชาวจีนทั่วประเทศและ ชาวจีนโพ้นทะเลได้มีการเฉลิมฉลอง วันแห่งการลุกฮือ วันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 ที่เป็นที่รู้จักกันใน " วันสองสิบ" ซี่งวันดังกล่าวนี้เองในปัจจุบันได้เป็นวันชาติสาธารณรัฐจีน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1911 ซุน ยัตเซ็น ได้ถูกเลือกเป็นประธานาธิบดี โดยการประชุมที่นานกิงโดยมีตัวแทนจากทุกมณฑลของจีน ซุนได้แถลงกาณ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และให้สัตย์คำมั่นสัญญาว่า จะรวมสาธารณรัฐจีนให้มั่นคงและวางแผนเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชน

ซุนได้ตระหนักถึงการขาดแคลนการสนับสนุนทางด้านการทหาร ซึ่งผู้นำ กองทัพเป่ยหยาง นายพล หยวน ชื่อไข่ได้เสนอให้การสนับสนุนแต่ต้องแลกกับกับการที่เขาจะได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ซุน ยัตเซ็นจีงได้มอบอำนาจตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่ ยฺเหวียน ชื่อไข่ ผู้ซึ่งต่อมาได้บีบบังคับให้ จักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิราชวงศ์ชิงองค์สุดท้ายสละราชสมบัติ นายพลหยวนได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีต่อในปี ค.ศ. 1913 [4] [6]

สงครามกลางเมือง

ดูบทความหลักที่: สงครามกลางเมืองจีน

สงครามจีน-ญี่ปุ่น และสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การยึดและถอยมาเกาะไต้หวัน

สงครามกลางเมืองได้สิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของ พรรคก๊กมินตั๋งของ เจียง ไคเช็กต่อ พรรคคอมมิวนิสต์จีนของ เหมา เจ๋อตุง พรรคก๊กมินตั๋งจึงได้หนีไป เกาะไต้หวัน

ภาษาอื่น ๆ
客家語/Hak-kâ-ngî: Chûng-fà Mìn-koet (1912-1949)