สงครามกลางเมืองสเปน

สงครามกลางเมืองสเปน
Испанская 11 интербригада в бою под Бельчите. 1937-edit.jpg
ทหารกองพลน้อยนานาชาติที่ 11 ของฝ่ายสาธารณรัฐบนรถถังที-26 ในยุทธการที่เบลไชต์
วันที่17 กรกฎาคม ค.ศ. 19361 เมษายน ค.ศ. 1939
สถานที่สเปนภาคพื้นทวีป สแปนิชโมร็อกโก สแปนิชสะฮารา หมู่เกาะคะเนรี หมู่เกาะแบลีแอริก สแปนิชกินีและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ผลลัพธ์ฝ่ายชาตินิยมได้รับชัยชนะเหนือฝ่ายสาธารณรัฐ
การล้มล้างสาธารณรัฐสเปนที่สอง สเปนเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบฟาสซิสต์
คู่ขัดแย้ง
Flag of the Second Spanish Republic.svg สาธารณรัฐสเปน
 สหภาพโซเวียต
Flag of the International Brigades.svg กองพลน้อยนานาชาติ
Flag of Mexico.svgเม็กซิโก
Merchant flag of Spanish Morocco.svgรัฐโมร็อกโก
Flag of the Second Spanish Republic.svgรัฐประชาชนคะเนรี
Flag of the Second Spanish Republic.svgรัฐประชาชนแบลีแอริก
Flag of the Second Spanish Republic.svgอาณานิคมประชาชนอิเควทอเรียลกินี
สเปน สเปนชาตินิยม (สมัยการปกครองของฟรังโก)
อิตาลี อิตาลี
เยอรมนี นาซีเยอรมนี
โปรตุเกส โปรตุเกส
Merchant flag of Spanish Morocco.svgโมร็อกโกในอารักขาของสเปน
สเปนแคว้นหมู่เกาะแบลีแอริก
สเปนแคว้นหมู่เกาะคะเนรี
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
Flag of the Second Spanish Republic.svg มานวยล์ อาซาญา
Flag of the Second Spanish Republic.svg คูเลียน เบสเตย์โร
Flag of the Second Spanish Republic.svg ยูอิส กอมปานิส
Flag of the Second Spanish Republic.svg ฟรันซิสโก ลาร์โก กาบาเยโร
Flag of the Second Spanish Republic.svg ควน เนกริง
Flag of the Second Spanish Republic.svg อินดาเลเซียว เปรียโต
Flag of Spain (1945–1977).svg ฟรันซิสโก ฟรังโก
Flag of Spain (1945–1977).svg กอนซาโล เกย์โป เด ยาโน
Flag of Spain (1945–1977).svg เอมีเลียว โมลา
Flag of Spain (1945–1977).svg โคเซ อันโตเนียว เด รีเบรา
Flag of Spain (1945–1977).svg โคเซ ซานคูร์โค
Flag of Spain (1945–1977).svg ควน ยากูเอ
กำลัง
เมื่อปี 1938
ทหาร 450,000 นาย
เครื่องบิน 300 ลำ
ปืนใหญ่ 200 กระบอก
เมื่อปี 1938
ทหาร 600,000 นาย
เครื่องบิน 600 ลำ
ปืนใหญ่ 290 กระบอก
กำลังพลสูญเสีย
ทหารเสียชีวิตรวม500,000นาย

สงครามกลางเมืองสเปน (อังกฤษ: Spanish Civil War) เป็นการรบในประเทศสเปนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านสาธารณรัฐสเปนที่ 2 ได้แก่ "ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ" ประกอบด้วยกลุ่มมัชฌิมา กลุ่มสังคมนิยม กลุ่มคอมมิวนิสต์ รวมทั้งชาวกาตาลาและชาวบาสก์ที่หัวรักถิ่นและเป็นอนาธิปไตย กับ "ฝ่ายชาตินิยม" ที่เป็นฝ่ายก่อการกบฏ รวมถึงพวกนิยมกษัตริย์ พวกการ์ลิสต์ พวกคาทอลิกหัวเก่า และพวกฟาสซิสต์ฟรังกิสต์ ซึ่งกองทัพสเปนเองก็ได้แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย แต่ละฝ่ายก็พยายามระดมหาพันธมิตรต่างประเทศมาช่วยรบ ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐดึงสหภาพโซเวียตและเม็กซิโก ส่วนฝ่ายชาตินิยมดึงพวกฟาสซิสต์จากอิตาลีและนาซีเยอรมนี

สงครามดังกล่าวนับว่าเป็นการเร่งความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง และถูกมองว่าเป็นสงครามตัวแทนระหว่างสองลัทธิ คือ คอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียตและฟาสซิสต์ ฝ่ายอักษะ สงครามดังกล่าวได้มีการนำรถถังและการทิ้งระเบิดทางอากาศมาใช้ และถูกกล่าวขานถึงความโหดร้ายของสงครามและความแตกแยกทางการเมืองจากนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่หลายคน อย่างเช่น เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์, มาร์ธา เกลฮอร์น, จอร์จ ออร์เวลล์, และโรเบิร์ต คาปา

มูลเหตุแห่งสงคราม

ลางร้ายของสงคราม: ภาพโครงสร้างอันอ่อนแอของรัฐธรรมนูญกับถั่วต้ม (ลางสังหรณ์ใจของสงครามกลางเมือง) (อังกฤษ: Soft Construction with Boiled Beans (Premonition of Civil War)) ของซัลบาดอร์ ดาลี

สภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์

พบว่ามีหลายเหตุผลที่ได้นำไปสู่สงครามครั้งนี้ และส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื้อรังที่เพิ่มพูนขึ้นในแต่ละปี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นศตวรรษแห่งความโกลาหลของสเปน และประสบกับสงครามกลางเมืองและการปฏิวัติหลายครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวคิดของพวกปฏิรูปและพวกอนุรักษนิยมที่ต้องการจะตัดอีกฝ่ายออกจากอำนาจ พวกเสรีนิยมซึ่งเฟื่องฟูขึ้นจากรัฐธรรมนูญแห่งปี 1812 ได้พยายามล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสเปน และสร้างขึ้นเป็นรัฐเสรีนิยมแทน ส่วนพวกอนุรักษนิยมต้องการที่จะป้องกันการล้มล้างระบอบกษัตริย์และค้ำจุนราชวงศ์ พวกคาลิสท์ (อังกฤษ: Carlists) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเคาท์คาร์ลอสและผู้สืบทอดตระกูลของเขา ได้ผนึกกำลังกันเพื่อฟื้นฟูธรรมเนียมดั้งเดิมของเปน (ระบอบสมบูรณาฐาสิทธิราชย์และคาทอลิก) และต่อต้านลัทธิเสรีนิยมและสาธารณรัฐนิยมของรัฐบาลสเปนในขณะนั้น บางครั้ง พวกคาลิสท์ได้ร่วมมือกับพวกชาตินิยม ในความพยายามที่จะฟื้นฟูเสรีภาพทางประวัติศาสตร์และถือสิทธิ์ในการปกครองดินแดนของตนที่ได้รับมาจากฟวยโร (สเปน: Fuero) แห่งแคว้นแบ็คส์และแคว้นคาตาโลเนีย หลังจากครึ่งศตรวรรษหลังเป็นต้นมา พวกเสรีนิยมได้ถูกกลืนกินโดยพวกสังคมนิยมฝ่ายซ้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลัทธิอนาธิปไตย ซึ่งมีอำนาจและจำนวนคนในสเปนมากกว่าประเทศอื่นใดในทวีปยุโรป ซึ่งคาดว่าจะมาจากภายในสหภาพโซเวียต

สเปนได้พบกับระบอบการปกครองหลายรูปแบบมาตั้งแต่สมัยระหว่างสงครามนโปเลียนในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 19 และการปะทุของสงครามกลางเมือง ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของคริสต์ศตรวรรษที่ 19 สเปนอยู่ภายใต้การปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ถูกโจมตีจากหลายทิศทาง สาธารณรัฐสเปนที่หนึ่งจึงเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1873 แต่มีอายุสั้นมาก ลัทธิราชาธิปไตยได้กลับคืนมาอีกครั้ง ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ ค.ศ. 1887 ถึงปี ค.ศ. 1931 แต่หลังจากปี ค.ศ. 1923 เป็นต้นมา สเปนก็อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการของมิกูเอล พรีโม ดี ริเวอร์รา ภายหลังจากที่เขาถูกล้มล้างในปี ค.ศ. 1930 ราชวงศ์สเปนก็ไม่อาจรักษาอำนาจของตนไว้ได้ และสาธารณรัฐสเปนที่สองก็ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1931 รัฐบาลของสาธารณรัฐสเปนมาจากพวกหัวซ้ายและพวกสายกลาง และกฎหมายปฏิรูปหลายฉบับก็ถูกผ่านออกมา อย่างเช่น กฎหมายว่าด้วยการแบ่งปันที่ดินแห่งปี 1932 ซึ่งเป็นการแจกจ่ายดินแดนให้กับชาวนาที่ยากจน ชาวสเปนกว่าล้านคนมีชีวิตอยู่ในสภาพถูกปกครองจากเจ้าของที่ดินในลักษณะของกึ่งศักดินา การปฏิรูปหลายอย่างและการห้ามศาสนาเข้ามามีส่วนทางการเมือง รวมทั้งการตัดกำลังทางทหารและการปฏิรูป ทำให้เกิดการต่อต้านอย่างหนัก

เพลงโฟล์กซองสองเพลงจากสงครามกลางเมืองสเปน ร้องโดยลีออน ลิชเนอร์

หากมีปัญหาในการเล่นไฟล์นี้ ดูที่ วิธีใช้สื่อ

รัฐธรรมนูญแห่งปี 1931

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1931 สเปนได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีเนื้อหาส่วนใหญ่กล่าวถึงเสรีภาพและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน แต่ว่ามีการกีดกันพวกคาทอลิกอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นกลุ่มที่คัดค้านต่อการก่อตั้งรัฐประชาธิปไตยเป็นส่วนใหญ่ รัฐธรรมนูญดังกล่าวยังจัดให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกตั้ง และการแบ่งแยกศาสนาออกจากการเมืองอย่างสมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลในการแทรกแซงกิจการของศาสนาได้ รวมไปถึงการห้ามมีการสอนศาสนาในโรงเรียนเอกชน การริบทรัพย์สินบางประการของคริสตจักร และการสั่งยุติลัทธิเยซูอิด โดยสรุปก็คือ รัฐบาลสเปนที่มาจากการปฏิวัติแห่งปี 1931 เป็นรัฐบาลที่ต่อต้านศาสนาอย่างจริงจัง

ไม่เพียงแต่จะมีการสนับสนุนการก่อตั้งลัทธิใหม่ขึ้นมาเท่านั้น แต่การทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างการเมืองกับศาสนาทำให้มีการต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1933 สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 11 ได้ติเตียนการกีดกันเสรีภาพของรัฐบาลสเปน และการยึดทรัพย์สินของคริสตจักรและโรงเรียนสอนศาสนาต่าง ๆ ผ่านทางจดหมายที่ท่านส่งมา

ตั้งแต่พวกหัวซ้ายจัดได้พิจารณาแล้วเห็นว่าทิศทางของการต่อต้านศาสนาตามรัฐธรรมนูญนั้นกลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป จึงมีผู้ให้ความเห็นออกมาว่า "สาธารณรัฐในฐานะของรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นถึงคราวล่มสลายมาตั้งแต่เริ่มแรก" พวกเขายังบอกอีกด้วยว่าการเผชิญหน้ากันในฐานะคู่ปฏิปักษ์กันจะนำไปสู่สาเหตุที่นำไปสู่การล้มสลายของระบอบประชาธิปไตยและการปะทุของสงครามกลางเมือง

การเลือกตั้งแห่งปี 1933 และผลที่ตามมา

ชัยชนะของแนวราษฎรในปี 1936 และผลที่ตามมา

เป้าหมายของแนวราษฎร

สมัยประธานาธิบดีอาซาญา

ความตึงเครียดทางการเมือง

การเสียชีวิตของกาสติลโลและคัลโล โซเตโล

ภาษาอื่น ๆ
беларуская (тарашкевіца)‎: Грамадзянская вайна ў Гішпаніі
brezhoneg: Brezel Spagn
français: Guerre d'Espagne
Fiji Hindi: Spanish Civil War
Bahasa Indonesia: Perang Saudara Spanyol
한국어: 스페인 내전
Lëtzebuergesch: Spuenesche Biergerkrich
Plattdüütsch: Spaansche Börgerkrieg
नेपाल भाषा: स्पेनी गृहयुद्ध
srpskohrvatski / српскохрватски: Španski građanski rat
Simple English: Spanish Civil War
Bân-lâm-gú: Se-pan-gâ Lōe-chiàn