วินสตัน เชอร์ชิล

เดอะไรต์ออนะระเบิล
เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล
นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร
ดำรงตำแหน่ง
26 ตุลาคม 1951 – 6 เมษายน 1955
กษัตริย์
ก่อนหน้าเคลเมนต์ แอตต์ลี
ถัดไปแอนโทนี อีเดน
ดำรงตำแหน่ง
10 พฤษภาคม 1940 – 26 กรกฎาคม 1945
กษัตริย์พระเจ้าจอร์จที่ 6
ก่อนหน้าเนวิล เชมเบอร์ลิน
ถัดไปเคลเมนต์ แอตต์ลี
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาสามัญชน
ดำรงตำแหน่ง
26 กรกฎาคม 1945 – 26 ตุลาคม 1951
กษัตริย์พระเจ้าจอร์จที่ 6
นายกรัฐมนตรีเคลเมนต์ แอตต์ลี
ก่อนหน้าเคลเมนต์ แอตต์ลี
ถัดไปเคลเมนต์ แอตต์ลี
หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม
ดำรงตำแหน่ง
9 พฤศจิกายน 1940 – 6 เมษายน 1955
ก่อนหน้าเนวิล เชมเบอร์ลิน
ถัดไปแอนโทนี อีเดน
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิดวินสตัน ลีโอนาร์ด สเปนเซอร์-เชอร์ชิล
30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1874(1874-11-30)
วังเบลนิม, อังกฤษ
เสียชีวิต24 มกราคม ค.ศ. 1965 (90 ปี)
ลอนดอน, อังกฤษ
พรรคการเมืองอนุรักษนิยม
(1900–04, 1924–64)
เสรีนิยม (1904–24)
คู่สมรสคลีเมนทีน โฮซิเออร์ (แต่ง ค.ศ. 1908)
ศาสนาแองกลิคัน
ลายมือชื่อ
การเข้าเป็นทหาร
สังกัดกองทัพบกสหราชอาณาจักร, กองทหารรักษาดินแดน
ปีปฏิบัติงาน1895–1900
1902–24
ยศพันโท
การยุทธ์สงครามโบเออร์ครั้งที่สอง, สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

เซอร์วินสตัน เลนเนิร์ด สเปนเซอร์-เชอร์ชิล (อังกฤษ: Winston Leonard Spencer-Churchill) เป็นรัฐบุรุษชาวอังกฤษผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรสองสมัย ระหว่างปี 1940 ถึง 1945 และปี 1951 ถึง 1955 ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสงครามของศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้ วินสตันยังเป็นทหารในกองทัพอังกฤษ, นักประวัติศาสตร์, นักเขียน, ตลอดจนศิลปิน เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาอักษรศาสตร์ และยังเป็นบุคคลแรกที่ได้เป็น พลเมืองเกียรติยศแห่งสหรัฐอเมริกา ผู้คนมักนิยมเรียกเขาด้วยชื่อ "วินสตัน" แทนที่จะเรียกด้วยนามสกุล

วินสตันเกิดในตระกูลชนชั้นสูงที่สืบเชื้อสายมาจากดยุกแห่งมาร์ลบะระ สาขาหนึ่งของตระกูลสเปนเซอร์ บิดาของเขาคือ ลอร์ดรันดอล์ฟ เชอร์ชิล นักการเมืองผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ส่วนมารดาของเขาคือ เจนนี จีโรม นักสังคมสงเคราะห์ชาวอเมริกัน ในขณะที่ยังเป็นทหารหนุ่ม เขาได้ปฏิบัติภารกิจในบริติชอินเดีย และซูดาน และในสงครามโบเออร์ครั้งที่สอง เขามีชื่อเสียงขึ้นมาจากการเป็นนักข่าวสงครามและเขียนหนังสือเกี่ยวกับปฏิบัติการของเขา

เขาเป็นผู้มีบทบาททางการเมืองแถวหน้ามาตลอดห้าสิบปี ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีมากมาย ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเขาเป็นหัวหน้ากรรมการการค้า, รัฐมนตรีมหาดไทย, และรัฐมนตรียุติธรรม ระหว่างสงคราม เขายังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรม จนกระทั่งความพ่ายแพ้ของอังกฤษในการทัพกัลลิโพลี ทำให้เขาต้องออกจากคณะรัฐบาลและไปประจำการราชการทหารอยู่ที่แนวหน้าภาคตะวันตกในตำแหน่งผู้บัญชาการกองพันลูกเสือที่ 6 จนกระทั่งเขาได้กลับคืนคณะรัฐบาลในตำแหน่งรัฐมนตรียุทธภัณฑ์ รัฐมนตรีว่าการสงคราม และ รัฐมนตรีน่านฟ้า และในปี 1921-1922 เป็นรัฐมนตรีว่าการอาณานิคม และต่อมาในปี 1924-1929 เป็นรัฐมนตรีคลังหลวง โดยเขาได้กำหนดให้สกุลเงินปอนด์กลับไปอิงค่าทองคำเหมือนกับยุคก่อนสงคราม ซึ่งทำให้เกิดภาวะเงินฝืดแพร่ไปทั้งเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร

ภายหลังห่างหายจากงานการเมืองไปในทศวรรษที่ 1930 วินสตันก็ได้กลับมาทำงานการเมืองอีกครั้งเมื่อนาซีเยอรมนีเริ่มที่จะสั่งสมกำลังทหารและดูจะเป็นภัยคุกคามต่ออังกฤษ และแล้วการอุบัติขึ้นอย่างฉับพลันของสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ทำให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรียุติธรรมอีกครั้ง และภายหลังการลาออกของนายกรัฐมนตรี เนวิล เชมเบอร์ลิน ในวันที่ 10 พฤษภาคม 1940 วินสตันก็กลายเป็นนายกรัฐมนตรี คำประกาศหนักแน่นของเขาที่จะไม่เป็นผู้ยอมแพ้ได้ช่วยกระตุ้นให้ชาวอังกฤษหันมาต่อต้านนาซีเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นสงครามซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากเย็นเมื่อสหราชอาณาจักรและอาณานิคมอังกฤษเป็นเพียงฝ่ายเดียวที่ลุกขึ้นอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ วินสตันได้กล่าวสุนทรพจน์ของเขาผ่านวิทยุกระจายเสียงปลุกขวัญกำลังใจชาวอังกฤษ เขาเป็นผู้นำของอังกฤษไปจนกระทั่งสามารถมีชัยเหนือนาซีเยอรมนีได้ แต่ทว่าการได้รับชัยชนะมาต้องแลกกับการสูญเสียการเป็นอภิมหาอำนาจของโลกให้กับสหรัฐอเมริกาไป เหล่าประเทศอาณานิคมที่ยึดครองได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย พม่า เป็นต้นต่างก็ได้เรียกร้องเอกราชจนจำใจต้องยอมเป็นเหตุทำให้จักรวรรดิอังกฤษล่มสลายและกลายเป็นเครือจักรภพแห่งชาติแทน

ภายหลังพรรคอนุรักษนิยมพ่ายการเลือกตั้งในปี 1945 เขาก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านต่อรัฐบาลพรรคแรงงาน เขาได้ออกมาเตือนอย่างเปิดเผยถึงอิทธิพลของโซเวียตในยุโรปผ่านมาตรการ "ม่านเหล็ก" และยังส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียวของยุโรป ภายหลังชนะเลือกตั้งในปี 1951 วินสตันก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในช่วงการดำรงตำแหน่งครั้งที่สองนี้ รัฐบาลของเขาเต็มไปด้วยข้อราชการต่างประเทศ ทั้งวิกฤตการณ์มาลายา, กบฎมาอูมาอูในเคนยา, สงครามเกาหลี ตลอดจนสนับสนุนการรัฐประหารในอิหร่าน ในปี 1953 เขาเริ่มเจ็บป่วยจากภาวะขาดเลือดในสมอง และลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1955 แต่เขายังคงเป็นสมาชิกสภาสามัญชนไปจนถึงปี 1964 วินสตันถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 90 ปีในปี 1965 โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระราชทานรัฐพิธีศพให้เป็นเกียรติ เขายังคงได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติอังกฤษ ชื่อของเขาอยู่ในลำดับที่ 1 ของทำเนียบชาวอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลจากการจัดอันดับในปี 2002

ภาษาอื่น ๆ
Alemannisch: Winston Churchill
العربية: ونستون تشرشل
azərbaycanca: Uinston Çörçill
žemaitėška: Winston Churchill
Bikol Central: Winston Churchill
беларуская: Уінстан Чэрчыль
беларуская (тарашкевіца)‎: Ўінстан Чэрчыль
български: Уинстън Чърчил
贛語: 邱吉爾
गोंयची कोंकणी / Gõychi Konknni: Winston Churchill
Fiji Hindi: Winston Churchill
interlingua: Winston Churchill
Bahasa Indonesia: Winston Churchill
la .lojban.: .uinstyn. tcyrtcil.
한국어: 윈스턴 처칠
Lëtzebuergesch: Winston Churchill
لۊری شومالی: ڤینستون چئرچیل
македонски: Винстон Черчил
Bahasa Melayu: Winston Churchill
مازِرونی: چرچیل
Napulitano: Winston Churchill
Plattdüütsch: Winston Churchill
नेपाल भाषा: विन्स्टन चर्चिल
Nederlands: Winston Churchill
norsk nynorsk: Winston Churchill
Livvinkarjala: Winston Churchill
Piemontèis: Winston Churchill
پنجابی: ونسٹن چرچل
português: Winston Churchill
русиньскый: Вінстон Черчіл
संस्कृतम्: विन्स्टन चर्चिल
srpskohrvatski / српскохрватски: Winston Churchill
Simple English: Winston Churchill
slovenčina: Winston Churchill
slovenščina: Winston Churchill
српски / srpski: Винстон Черчил
татарча/tatarça: Уинстон Черчилль
українська: Вінстон Черчилль
oʻzbekcha/ўзбекча: Winston Churchill
vepsän kel’: Čerčill' Uinston
Tiếng Việt: Winston Churchill
მარგალური: უინსტონ ჩერჩილი
文言: 邱吉爾
Bân-lâm-gú: Winston Churchill
粵語: 邱吉爾