รัฐบาลกลางสหรัฐ

รัฐบาลกลางสหรัฐ ( อังกฤษ: Federal Government of the United States) เป็น รัฐบาลกลางของ สหรัฐอเมริกาซึ่งใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐตามรัฐธรรมนูญและประกอบด้วยรัฐห้าสิบรัฐ รวมตลอดถึงเขตการปกครองใหญ่หนึ่งแห่ง และดินแดนอื่น ๆ แบ่งเป็นสามฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาให้ใช้อำนาจผ่าน รัฐสภา ประธานาธิบดี และ ศาลกลาง รวมถึง ศาลสูงสุด ตามลำดับ อำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายนั้น กับทั้งการจัดตั้งกระทรวงในฝ่ายบริหารและศาลชั้นรองนั้น เป็นไปตามที่บัญญัติเพิ่มเติมไว้ใน รัฐบัญญัติ

ชื่อเต็มของประเทศ คือ "สหรัฐอเมริกา" (The United States of America) ไม่ปรากฏชื่ออื่นในรัฐธรรมนูญ และชื่อนี้ยังปรากฏบนเงินตรา สนธิสัญญา และคดีความซึ่งรัฐเป็นคู่ความ (เช่น คดีระหว่างชาลส์ ที. เช็งก์ กับสหรัฐอเมริกา) ส่วนคำว่า "รัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา" (Government of the United States of America) หรือ "รัฐบาลสหรัฐ" (United States Government) นั้นนิยมใช้ในเอกสารราชการเพื่อแทนรัฐบาลกลางแยกจากรัฐทั้งหลายโดยรวม ในระดับภาษาเขียนหรือสนทนาอย่างเป็นกันเองนั้น นิยมใช้ว่า "รัฐบาลกลาง" (Federal Government) และบางทีก็ใช้ว่า "รัฐบาลแห่งชาติ" (National Government) คำว่า "กลาง" และ "แห่งชาติ" ที่ปรากฏในชื่อส่วนราชการและโครงการราชการนั้นมักบ่งบอกการสังกัดรัฐบาลกลาง (เช่น สำนักงานสอบสวนกลาง และ องค์การบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติ) นอกจากนี้ เพราะรัฐบาลกลางตั้งอยู่ใน วอชิงตัน ดี.ซี. โดยทั่วไปจึงใช้ "วอชิงตัน" เรียกแทนรัฐบาลกลาง

ฝ่ายนิติบัญญัติ

ดูบทความหลักที่: รัฐสภาแห่งสหรัฐอเมริกา
Seal of the United States Congress.svg

รัฐสภาแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐบาลกลาง ใช้ ระบบสองสภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา

อำนาจ

ดูเพิ่มเติมที่: มาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติถึงอำนาจของรัฐสภาไว้หลายประการด้วยกัน ตามที่แจกแจงไว้ในมาตรา 1 อนุมาตรา 8 อำนาจดังกล่าวรวมถึงการเรียกและเก็บภาษี ผลิตและควบคุมมูลค่าเงินตรา บัญญัติโทษสำหรับการปลอมเงินตรา จัดตั้งที่ทำการไปรษณีย์และถนน ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้วยการออกสิทธิบัตร จัดตั้งศาลกลางซึ่งรองจากศาลสูงสุด ปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัดและความผิดอาญาอุกฉกรรจ์ ประกาศสงคราม ระดมและสนับสนุนสรรพกำลังทางทหาร จัดตั้งและดำรงไว้ซึ่งทัพเรือ วางระเบียบการใช้กำลังทางบกและทางน้ำ จัดตั้ง จัดหาอาวุธให้ และควบคุมวินัยกองกำลังอาสาสมัคร ใช้อำนาจนิติบัญญัติแต่เพียงผู้เดียวในวอชิงตัน ดี.ซี. และตรากฎหมายซึ่งจำเป็นแก่การใช้อำนาจให้เหมาะสม ตลอดระยะเวลากว่าสองร้อยปีนับแต่จัดตั้งสหรัฐอเมริกา มีข้อพิพาทมากมายเกี่ยวกับการจำกัดอำนาจรัฐบาลกลาง และมักกลายเป็นคดีความซึ่งสุดท้ายแล้วได้รับการตัดสินโดยศาลสูงสุด

องค์ประกอบ

สภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงจำนวน 435 คน แต่ละคนมาเป็นผู้แทนเขตเลือกตั้ง จำนวนผู้แทนราษฎรที่แต่ละรัฐสามารถมีได้ในสภานั้นเป็นไปตามจำนวนประชากรของรัฐนั้น ๆ ตามที่ระบุไว้ในสำมะโนครัวล่าสุด แต่ละรัฐต้องมีผู้แทนราษฎรอย่างน้อยหนึ่งคน สมาชิกทั้ง 435 คนดำรงตำแหน่งคราวละสองปี และดำรงตำแหน่งซ้ำได้ไม่จำกัด บุคคลต้องมีอายุอย่างน้อย 25 ปี และเป็นพลเมืองสหรัฐมาแล้วอย่างน้อย 7 ปี จึงสามารถได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎร นอกจากสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงจำนวน 435 คนดังกล่าวแล้ว ยังมีสมาชิกที่ไม่มีสิทธิออกเสียงอีก 6 คน 5 คนเป็นผู้แทน วอชิงตัน ดี.ซี. กวม หมู่เกาะเวอร์จิน อเมริกันซามัว และ หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา อีก 1 คนเป็นข้าหลวงประจำ เปอร์โตริโก [1]

วุฒิสภา

วุฒิสภา (Senate) ประกอบด้วยสมาชิก 2 คนจากแต่ละรัฐ ไม่ว่ารัฐนั้นจะมีประชากรเท่าใด ปัจจุบันมีสมาชิกวุฒสิภา 100 คน (จากทั้งหมด 50 มลรัฐ) แต่ละคนดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี และจะเลือกตั้งราว ๆ หนึ่งในสามของสมาชิกทั้งหมดทุก ๆ สองปี

อำนาจที่แตกต่างกัน

ทั้งสองสภามีอำนาจสิทธิ์ขาดบางประการ เช่น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบ (ให้ คำแนะนำและยินยอม) ต่อการแต่งตั้งบุคคลของประธานาธิบดี เช่น สมาชิกคณะรัฐมนตรี ตุลาการส่วนกลาง (รวมถึง ผู้ได้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในศาลสูงสุด) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ข้าราชการทหารบกและทหารเรือ และเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศ ร่างรัฐบัญญัติจัดเก็บภาษีอากรนั้นต้องเสนอในสภาผู้แทนราษฎร กฎหมายใด ๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภา และจะเป็นกฎหมายก็ต่อเมื่อประธานาธิบดีลงนาม (หรือถ้าประธานาธิบดียับยั้งร่างกฎหมาย สภาทั้งสองจะต้องพิจารณาร่างนั้นใหม่ ถ้าสองในสามของสมาชิกทั้งสองสภายืนยันมติเดิม ร่างกฎหมายนั้นจะเป็นกฎหมายโดยไม่จำต้องให้ประธานาธิบดีลงนามอีก) อำนาจของรัฐสภามีจำกัดเท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อำนาจอื่น ๆ ทั้งหลายนั้นสงวนไว้เป็นของรัฐและประชาชน รัฐธรรมนูญยังมี "ข้อบทเพื่อความจำเป็นและเหมาะสม" (Necessary and Proper Claus) ซึ่งให้รัฐสภามีอำนาจ "ตรากฎหมายทั้งปวงที่จำเป็นและเหมาะสมแก่การใช้อำนาจบรรดาที่ระบุไว้ข้างต้น" สมาชิกทั้งสองสภานั้นมาจากการเลือกตั้งในแต่ละรัฐซึ่งใช้ระบบ เลือกตั้งรอบเดียวโดยผู้มีคะแนนเสียงมากสุดชนะ (first-past-the-post) ยกเว้นรัฐหลุยเซียนา แคลิฟอร์เนีย และวอชิงตัน ใช้การ เลือกตั้งสองรอบ (runoff)

การขับข้าราชการส่วนกลางออกจากตำแหน่ง

รัฐสภามีอำนาจถอดประธานาธิบดี ตุลาการส่วนกลาง และข้าราชการส่วนกลางอื่น ๆ ออกจากตำแหน่ง ในกระบวนการนี้ทั้งสองสภามีบทบาทแยกกัน อันดับแรก สภาผู้แทนราษฎรต้องออกเสียงลงคะแนนว่าจะขับข้าราชการออกจากตำแหน่งหรือไม่ จากนั้น วุฒิสภาจึงไต่สวนเพื่อวินิจฉัยว่า ข้าราชการผู้นั้นควรพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ อย่างไรก็ดี แม้เคยมีประธานาธิบดีสองคนถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ขับออกจากตำแหน่ง (คือ แอนดรูว์ จอห์นสัน และ บิล คลินตัน แต่ทั้งสองคนก็มิได้พ้นจากตำแหน่งเพราะการไต่สวนในวุฒิสภา

วิธีประชุม

รัฐธรรมนูญ มาตรา 1 อนุมาตรา 1 วรรค 2 ให้แต่ละสภามีอำนาจ "วางระเบียบการดำเนินงานของตนเอง" บทบัญญัตินี้ก่อให้เกิดคณะกรรมาธิการของรัฐสภาขึ้นทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายและรับผิดชอบการสืบสวนของรัฐสภาเกี่ยวกับปัญหาระดับชาติ รัฐสภาชุดที่ 108 (ค.ศ. 2003–2005) มีคณะกรรมาธิการสามัญ 19 คณะในสภาผู้แทนราษฎร และ 17 คณะในวุฒิสภา รวมถึงคณะกรรมาธิการร่วมถาวร 4 คณะซึ่งกรรมาธิการมาจากสภาทั้งสองและมีหน้าที่กำดับดูแล หอสมุดรัฐสภา งานสารบรรณ ภาษีอากร และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ แต่ละสภายังสามารถตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาเฉพาะ ปัจจุบัน งานส่วนใหญ่ของรัฐสภาตกเป็นของคณะอนุกรรมาธิการซึ่งมีราว 150 คณะด้วยกัน

ภาษาอื่น ๆ