ยุทธการตอกลิ่ม

ยุทธการตอกลิ่ม
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามโลกครั้งที่สอง
117th Infantry North Carolina NG at St. Vith 1945.jpg
ทหารอเมริกันจากกรมทหารราบที่ 117, กำลังพิทักษ์ชาติเทนเนสซี ส่วนหนึ่งของกองพลทหารราบที่ 30 เคลื่อนผ่านรถถัง เอ็ม5เอ1 "สจวร์ต" ระหว่างทางไปยึดเมือง St. Vith คืนระหว่างยุทธการตอกลิ่ม เดือนมกราคม 1945
วันที่16 ธันวาคม 1944 – 25 มกราคม 1945
สถานที่อาร์เดน: ประเทศเบลเยียม ประเทศลักเซมเบิร์ก
ผลลัพธ์สัมพันธมิตรชนะ
  • แผนการรุกของสัมพันธมิตรตะวันตกล่าช้าไป 5 หรือ 6 สัปดาห์[1]
  • การบุกอันพินาศในอาร์เดนทำให้เยอรมนีหมดทรัพยากรในแนวรบตะวันตก การพังทลายของเยอรมนีเปิดทางให้ฝ่ายสัมพันธมิตรฝ่าแนวซีกฟรีดได้ในที่สุด
  • การรุกของโซเวียตในประเทศโปแลนด์เปิดฉากในวันที่ 12 มกราคม 1945 ก่อนที่จะตั้งใจไว้แต่เดิม 8 วัน[2]
คู่ขัดแย้ง
นาซีเยอรมนี นาซีเยอรมนี
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
สหรัฐ ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์
(Supreme Allied Commander)

สหราชอาณาจักร เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี
(21st Army Group, First U.S. Army, Ninth U.S. Army)
สหรัฐ โอมาร์ แบรดลีย์
(12th U.S. Army Group)
สหรัฐ Courtney Hodges
(First U.S. Army)
สหรัฐ จอร์จ เอส. แพตตัน
(Third U.S. Army)
สหรัฐ Anthony McAuliffe
(101st Airborne Division)

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
Führer und Reichskanzler

ไวล์แทร์ มอเดิล
Army Group B
แกร์ด ฟอน รุนด์ชเตดท์
OB West
Hasso von Manteuffel
5th Panzer Army
Sepp Dietrich
6th Panzer Army
Erich Brandenberger
7th Army

กำลัง
16 December
6 infantry divisions
2 armored divisions
16 January
22 infantry divisions
8 armored divisions
2 armored brigades[3]
16 December
13 infantry divisions[a]
7 armored divisions
1 brigade[4]
16 January
16 infantry divisions
8 armored divisions
2 infantry brigades[3]
กำลังพลสูญเสีย
สหรัฐ American
89,500 casualties[5]
19,000 killed,
47,500 wounded,
23,000 captured or missing
700–800+ tanks, tank destroyers, and assault guns destroyed[6]
647 aircraft lost[7]
สหราชอาณาจักร British
1,408 (200 killed, 969 wounded, and 239 missing)[8]
67,459[b] – 125,000 casualties[9][10]
(includes killed, wounded, missing, captured)
600–800+ tanks and assault guns destroyed[6][11][12]
~800 aircraft lost, over 500 in December and 280 during Unternehmen Bodenplatte[13]
Approximately 3,000 civilians killed[14]
Map showing the swelling of "the Bulge" as the German offensive progressed creating the nose-like salient during 16–25 December 1944.                      Front line, 16 December                      Front line, 20 December                      Front line, 25 December                      Allied movements                      German movements

ยุทธการตอกลิ่ม (อังกฤษ: Battle of the Bulge) (16 ธันวาคม 1944 – 25 มกราคม 1945) เป็นการบุกใหญ่ครั้งสุดท้ายของเยอรมนีบนแนวรบด้านตะวันตกช่วงใกล้สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านเขตอาร์แดนที่มีป่าทึบแห่งวาโลเนียในทางตะวันออกของประเทศเบลเยียม ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศสและประเทศลักเซมเบิร์ก การเข้าตีอย่างจู่โจมนี้ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ทันตั้งตัวย่างสิ้นเชิง กำลังอเมริกันรับแรงกระทบของการเข้าตีและเป็นปฏิบัติการมีกำลังพลสูญเสียมากที่สุดในสงคราม ยุทธการดังกล่าวทำให้กำลังยานเกราะของเยอรมนีหมดลงอย่างรุนแรง และสามารถทดแทนได้เพียงเล็กน้อย กำลังพลของเยอรมันและอากาศยานของลุฟท์วัฟเฟอในเวลาต่อมาก็ประสบความสูญเสียอย่างหนักเช่นกัน

ฝ่ายเยอรมันเรียกการบุกนี้ว่า ปฏิบัติการเฝ้าดูไรน์ (Unternehmen Wacht am Rhein) ส่วนฝ่ายสัมพันธมิตรตั้งชื่อว่า การรุกโต้ตอบอาร์เดน วลี "ยุทธการตอกลิ่ม" นั้นสื่อร่วมสมัยตั้งให้เพื่ออธิบายส่วนยื่นเด่นในแนวรบของเยอรมนีในแผนที่ข่าวยามสงคราม และกลายเป็นชื่อที่แพร่หลายที่สุดสำหรับการยุทธ์นี้ การรุกของเยอรมนีตั้งใจหยุดฝ่ายสัมพันธมิตรมิใช้ท่าแอนต์เวิร์ปของประเทศเบลเยียม และเพื่อแบ่งแนวของฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อให้ฝ่ายเยอรมันตีวงล้อมและทำลายกองทัพสัมพันธมิตรสี่กองทัพ และบังคับให้สัมพันธมิตรตะวันตกเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพโดยฝ่ายอักษะได้เปรียบ เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ผู้เผด็จการเยอรมัน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เชื่อว่าตนสามารถทุ่มความสนใจต่อโซเวียตบนแนวรบด้านตะวันออกได้ มีการวางแผนการรุกดังกล่าวโดยปิดเป็นความลับที่สุด มีการติดต่อวิทยุและการเคลื่อนย้ายกำลังและยุทโธปกรณ์ภายใต้กำบังของความมืด ทั้งฝ่ายสัมพันธมิตรมิได้ตอบโต้การสื่อสารของเยอรมันที่ถูกดักได้ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการตระเตรียมการบุกของเยอรมันครั้งสำคัญ

ฝ่ายเยอรมันบรรลุการจู่โจมอย่างสมบูรณ์ในเช้าวันที่ 16 ธันวาคม 1944 เนื่องจากความผยองของฝ่ายสัมพันธมิตร การหมกมุ่นกับแผนการบุกของฝ่ายสัมพันธมิตร และการลาดตระเวนทางอากาศที่เลว ฝ่ายเยอรมันเข้าตีส่วนที่มีการป้องกันเบาบางของแนวรบฝ่ายสัมพันธมิตร โดยฉวยประโยชน์จากสภาพอากาศที่มีเมฆมากซึ่งทำให้กองทัพอากาศที่เหนือกว่ามากไม่สามารถใช้การได้ มีการต่อต้านอย่างดุเดือด ณ ไหล่ทิศเหนือของการบุก รอบสันเขาเอลเซ็นบอร์น (Elsenborn) และในทางใต้ รอบบาสตอง (Bastogne) สกัดฝ่ายเยอรมันมิให้เข้าถึงถนนสำคัญสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกซึ่งเยอรมันต้องอาศัยจึงจะสำเร็จ แถวยานเกราะและทหารราบซึ่งควรบุกไปตามเส้นทางขนานกลับพบว่าอยู่บนถนนเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ และภูมิประเทศซึ่งเอื้อต่อฝ่ายตั้งรับ ทำให้การบุกของเยอรมันล่าช้ากว่ากำหนด และทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถเสริมกำลังพลที่จัดวางอย่างเบาบางได้ สภาพอากาศที่ดีขึ้นทำให้การโจมตีทางอากาศต่อกำลังและแนวกำลังบำรุงของเยอรมัน ซึ่งตอกย้ำความล้มเหลวของการบุก ในห้วงของความปราชัย หน่วยของเยอรมันที่มีประสบการณ์สูงขาดแคลนกำลังพลและยุทโธปกรณ์อย่างมาก ส่วนผู้รอดชีวิตล่าถอยไปยังการป้องกันของแนวซีกฟรีด

ความปราชัยนี้ทำให้หน่วยที่มีประสบการณ์หลายหน่วยของเยอรมนีขาดแคลนกำลังคนและยุทโธปกรณ์ เนื่องจากผู้รอดชีวิตได้ถอยไปยังแนวซีกฟรีด สำหรับอเมริกา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรบประมาณ 610,000 นาย[15] และมีกำลังพลสูญเสีย 89,000 นาย[5] โดยในจำนวนนี้มีเสียชีวิต 19,000 นาย[5][16] ทำให้ยุทธการตอกลิ่มเป็นยุทธการใหญ่ที่สุดและนองเลือดที่สุดที่สู้รบกันในแนวรบด้านตะวันตกในสงครามโลกครั้งที่สอง[17][18][19][20][21][22]

อ้างอิง

  1. Bergström 2014, p. 428.
  2. Bergström 2014, p. 358.
  3. 3.0 3.1 Dupuy, Trevor (1994). Hitler's Last Gamble. New York: HarperCollins. ISBN 0-06-016627-4. Appendices E and F
  4. Dupuy, Trevor (1994). Hitler's Last Gamble. New York: HarperCollins. ISBN 0-06-016627-4. Page 18.
  5. 5.0 5.1 5.2 Miles 2004.
  6. 6.0 6.1 Shaw 2000, p. 168.
  7. 7.0 7.1 Vogel 2001, p. 632.
  8. Ellis, p. 195
  9. Cirillo 2003
  10. Astor, Gerald (1992). A Blood Dimmed Tide, The Battle of the Bulge by the Men Who Fought It. Donald I. Fine, Inc. ISBN 1-55611-281-5.
  11. Shirer 1990, p. 1095.
  12. Parker 1991, pp. 338
  13. Parker 1991, pp. 339
  14. Schrijvers 2005, p. xiv.
  15. Cirillo 2003, p. 53.
  16. MacDonald 1998, p. 618.
  17. "A time to remember: Clifford Van Auken remembers Battle of the Bulge, World War II's bloodiest U.S. battle". The Flint Journal. Michigan Live LLC. 16 December 2008. สืบค้นเมื่อ 21 February 2010.[ลิงก์เสีย]
  18. McCullough, David (2005). American Experience – The Battle of the Bulge (Videotape).
  19. Ambrose, Stephen E. (1997), Americans At War, University Press of Mississippi, p. 52, ISBN 978-1-57806-026-9
  20. Miller, Donald L. (2002), The Story of World War II, Simon & Schuster, p. 358, ISBN 978-0-7432-1198-7
  21. Penrose, Jane (2009), The D-Day Companion, Osprey Publishing, p. 267, ISBN 978-1-84176-779-6
  22. Delaforce 2004, p. 211.
  1. Includes two parachute divisions.
  2. 10,749 dead; 34,225 wounded; 22,487 captured[7]
ภาษาอื่น ๆ
العربية: معركة الثغرة
تۆرکجه: آردن دؤیوشو
Bahasa Indonesia: Pertempuran Bulge
íslenska: Ardennasóknin
한국어: 벌지 전투
Lëtzebuergesch: Ardennenoffensiv
Bahasa Melayu: Pertempuran Bulge
norsk nynorsk: Ardennaroffensiven
srpskohrvatski / српскохрватски: Ardenska ofanziva
Simple English: Battle of the Bulge
slovenčina: Bitka o Ardeny
српски / srpski: Арденска битка